ชิมไวน์ที่เมืองไทย

อันนี้เป็นไวน์ที่ดื่มในรอบสองเดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ดื่มกับที่บ้าน โดยมีพ่อเป็นเพื่อนร่วมดื่ม (และผู้สนับสนุนหลัก) คราวนี้ขอเลือกเฉพาะไวน์บอร์โดซ์และแถมไวน์โลกใหม่ที่ทำสไตล์บอร์โดซ์มาอีกตัวหนึ่ง ขอแบ่งเป็นสามกลุ่มแล้วกัน คือ ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำฌีรองด์ (Gironde) กับอีกหนึ่งไวน์โลกใหม่

ฝั่งซ้ายแม่น้ำ

Château Magnol 2008, Haut-Médoc AOC

ตอนดื่มไม่ได้จดเทสติ้งโน้ตไว้ เสียดาย แต่จำได้ว่าค่อนข้างดี บาลานซ์ดี จบสวย สมกับเป็นไวน์จากโอต์เมด็อก จำได้ว่าค่อนข้างหนักผลไม้

Château La Tour l’Aspic 2004, Pauillac AOC

คาดหวังไว้สูงกับไวน์ตัวนี้ เพราะมาจากเขตดี เป็นไวน์รองของ Château Haut-Batailley พอชิมแล้วแอบผิดหวัง

สีสวยม่วงขอบแดง น้ำไวน์ใส กลิ่นไม้ ๆ ขี้เลื่อย เหมือนไม้อัดมากกว่าเป็นโอ๊กที่มีชาติตระกูล ชอกโกแลต ลูกเกด ผลไม้แห้งที่ไม่ค่อยมีกลิ่นเท่าไหร่ รสดีแทนนินหนักกำลังดี ฝาด ๆ คล้าย ๆ เวลากินดาร์กชอกโกแลต อาฟเตอร์เทสต์ลูกเกด ไม่ค่อยมีผลไม้เท่าไหร่

ฝั่งขวาแม่น้ำ

Château Lagrange 2007, Lussac St.-Émilion AOC

ขวดนี้ได้จากวิลล่า ซื้อมาเพราะชื่อมันเหมือนกับไวน์กรองด์ครูจากแซงต์จูเลียง (เคย รีวิว แล้ว) แต่ตัวนี้เป็นไวน์จากข้างบ้านแซงต์เตมิลยง สีแดงอิฐ ขอบน้ำตาลชัดเจน เหมือนไวน์เก่า แต่ไม่มีตะกอน กลิ่นพลัมบ้าน ๆ เชอร์รีบ้าน ๆ ไม่มีกลิ่นไม้เท่าไหร่ เปิดไปได้ชั่วโมงเดียว กลายเป็นไวน์บ้าน ๆ ไร้ซึ่งกลิ่นรสธรรมดาขวดหนึ่ง

Thomas BARTON Réserve St.-Émilion 2009

แดงม่วง กลิ่นไม้หอมอบ พริกหยวกและพลัม แทนนินนุ่มเหมือนผ้าสักหลาด จบผลไม้สวยงาม ไม่โดดเด่น แต่เรียบร้อย

Château La Dominique 2006, St.-Émilion Grand Cru Classé AOC

แดงแก่ น้ำไวน์ทืบ กลิ่นละมุน สมุนไพรสด และไม้สน ไม่ค่อยฟุ้งเท่าที่ควร ไวน์เปิดเร็วโดยไม่ต้องดีแคนท์ รสชาติเจือจางผิดคาด น้ำไวน์ใส บอดีปานกลาง ถือว่าอ่อนเมื่อเทียบกับไวน์แซงต์เตมิลยงด้วยกัน รสพลัมเข้ม กลิ่นสมุนไพรเทศอยู่เต็มปาก ค่อนข้างฟรุตตี้ตอนจบ

โลกใหม่

Memorias Cabernet Sauvignon + Carmenère 2007, Maipo Valley DO

ไวน์ที่ไปเปิดที่ร้าน The Smoke House หลังจากดูไวน์ลิสต์ที่มีไวน์ฝรั่งเศสไพร่ ๆ สองสามตัวในราคาพันกว่าบาท (ทำไปได้) เจอไวน์ชิลีราคาไม่ถูก แต่ดูน่าจะคุ้มค่าคุ้มราคา (พันห้าสำหรับไวน์ระดับท็อป อานิสงส์ FTA ระหว่างไทยกับชิลีมั้ง) น้ำไวน์สีม่วงเข้ม กลิ่นเบอร์รีสดสีเข้มสกัดเข้มข้นเจือวนิลาและกลิ่นไม้โอ๊กจัด รสละมุนแทนนินนุ่ม อาฟเตอร์เทสต์หวานเหมือนกับเวลาเรากินน้ำตาลเทียมเลย (เริ่มสวยจบประหลาด)

ช่วงนี้สังสรรค์กับครอบครัวบ่อย ทำให้ช่วงนี้ดื่มไวน์บอร์โดซ์บ่อยเป็นพิเศษ แต่ที่มีไวน์แซงต์เตมิลยงเยอะนี่น่าจะบังเอิญมากกว่า (ช่วงก่อนหน้านี้ฝั่งซ้ายค่อนข้างบ่อยเหมือนกัน แต่หลัง ๆ มาเริ่มรู้สึกว่าไวน์ดีมันแพงเกิน ไม่มีปัญญา)

ชิมไวน์ที่ฮ่องกง

รีวิวไวน์ตอนไปฮ่องกงดีกว่า

ไปฮ่องกงเที่ยวนี้ตระเวนกินไวน์ขาวเรื่อยเปื่อย ซื้อมากินเองบ้าง กินที่โรงแรมบ้าง ไปกินบ้านเพื่อนบ้าง ซื้อไปเพราะเพื่อนทำอาหารเลี้ยงบ้าง

Cavit Pinot Grigio 2010, Trentino DOC, Italy

ปิโนต์ กริโจจากต้นกำเนิดเตรนติโน (ทางตอนเหนือของอิตาลี) อันนี้กินในเลานจ์ของโรงแรม ไม่รู้ราคาแต่ไม่น่าแพง (ไม่น่าเกิน 500 บาทไทย ราคาฮ่องกง)

ไวน์สีเหลืองจาง ๆ กลิ่นแอปเปิลเขียวกับดอกไม้สีขาว ค่อนข้างดราย รสชาติน่าสนใจแต่จบสั้น

Paua Bay Sauvignon Blanc 2011, Marlborough, New Zealand

ตัวนี้น่าสนใจ เป็นไวน์โซวิญงบล็องก์จากมาร์ลโบโร ในเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ ที่กำลังเป็นที่นิยมและราคายังย่อมเยาอยู่ (มีแนวโน้มไวน์โซวิญงบล็องค์แถวนี้ราคาจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ)

สีไม่น่าสนใจ เหลืองอ่อน ๆ จาง ๆ กลิ่นไม่ใบไม้ใบหญ้าเกินงาม แต่ออกไปทางแตงกวาสดและสะระแหน่ รสค่อนข้างซับซ้อนและจัด หนักไปทางเปรี้ยวและดรายมาก ฝาดเล็กน้อย คล้ายกับลางสาดหรือกีวี จบค่อนข้างสั้นห้วน สดชื่นใช้ได้ จิบแล้วอยากจิบอีก

(ราคาใน www.wine-searcher.com 754 บาทไทย ราคาที่ฮ่องกง)

Domaine Fournier ‘Les Belles Vignes’ 2010, Sancerre AOC, France

อันนี้ซื้อมาเอง ซื้อมาชนกับไวน์โซวิญงบล็องก์โลกใหม่ขวดเมื่อกี๊ ซองแซร์เป็นไวน์โปรดตัวหนึ่งของเรา

เหลืองตองใสบริสุทธิ์ กลิ่นหญ้าสดที่เพิ่งตัดใหม่กับว่านหางจระเข้เตะจมูก (เรียกว่าถีบมากกว่า) กลิ่นมันเขียวจนเกินงาม รสชาติก็โคตรซองแซร์ เปรี้ยวปรี๊ด กินแล้ว submandibular gland ตกใจน้ำลายทะลักทะลายออกมาสู้ความเปรี้ยวของไวน์นี้ เหมาะสำหรับอาหารเอเชียรสจัดมาก โดยเฉพาะที่ใส่น้ำมันพริกอะไรพวกนี้

(ซื้อจาก Watson’s Wine 708 บาทไทย ลดราคาเหลือ 500 กว่าบาทไทย ! ถูกฉิบหาย)

Cloudy Bay Chardonnay 2008, Marlborough, New Zealand

ตอนแรกตั้งใจจะซื้อโซวิญงบล็องก์ แต่ไม่ทันดู ดันเป็นชาร์ดอนเนย์ แถมราคาแพงกว่าโซวิญงบล็องก์มาก พอชิม ไม่ผิดหวัง คุ้มค่าคุ้มราคามาก และเราว่าเขาทำได้ดีกว่าโซวิญงบล็องก์ (พูดได้ไม่เต็มปาก เกิดมายังไม่มีบุญได้ชิม Te Koko ตัวท็อปของ Cloudy Bay)

สีฟางอ่อน ดูไม่ค่อยใสเท่าไหร่ (หรือว่า bias กับชื่อว่า cloudy = ขุ่น?) กลิ่นโชย ๆ ไม่อ่อนไม่กระแทก ผลไม้พวกซีตรัสสุก (เหมือนเกรปฟรุ้ตบวกส้มโอ?) กลิ่นพีช ดอกส้ม ดอกไม้สีขาว รสครีม ๆ เนย ๆ สไตล์ชาดอนเนย์ที่โอ็กจาง ๆ ตัดกับรสเปรี้ยวที่กำลังพอดี ไม่มากเกินไป ที่สำคัญอาฟเตอร์เทสต์ดี ติดลิ้นของรสครีม ๆ เนย ๆ นั้น

(ซื้อมาประมาณ 1200 บาทที่สนามบิน ซื้อในเมืองถูกกว่าอีก ไพร่จริง)

นอกจากนี้งานบ้านเพื่อนก็มี Veuve Cliquot สามสี่ขวด (จำไม่ได้ หลัง ๆ เมาเวิฟ ยายแม่ม่ายทำพิษ) มีทั้ง Veuve Cliquot Ponsardin (VCP) non-vintage (NV), VCP Millesime 2002, VCP NV demi-sec งงไปหมด

ร้านแอ๊ดซีฟู้ด ศรีราชา

ร้าน แอ๊ดซีฟู้ด ศรีราชา

จุดประสงค์ที่เขียนบล็อกนี้เพื่อเอามาลงใน เฟซบุ๊ก ของ สวนสุขภาพดี (Sriracha Hydro Farm) โดยเฉพาะ แต่ไหน ๆ ก็เขียนแล้วก็เอามาลงบล็อกตัวเองด้วยเลย

ร้านจริง ๆ ไม่มีชื่อ แต่เขาก็เรียกตามเจ้าของร้าน ชื่อก็เลยเป็น แอ๊ด ซีฟู้ด โดยปริยาย

ทางเข้าร้าน คือ ซอยเจิมจอมพล 22 เป็นซอยที่ไปอยู่ทางซ้ายมือของถนนเจิมจอมพล (ถนนสายหลักของอำเภอศรีราชา ตรงมาจากวงเวียนนาฬิกาหน้าตลาดไปทาง โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ซอยจะอยู่ด้านขวา ตรงเข้าไปเรื่อย ๆ จนเกือบตกทะเล ร้านจะอยู่ตรงท่าเรือที่ยื่นไปในทะเลเลย


บรรยากาศร้านยามอัสดง

จะบอกว่าร้านนี้ไม่เคยมาเลย ทั้ง ๆ ที่เปิดบริการมาหลายปีแล้ว แต่ญาติคนอื่น ๆ เคยมากันแล้ว ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลที่สด (ศรีราชาอาหารทะเลสดและอร่อย จากปัจจัยสองอย่างคือ คนศรีราชาทำอาหารอร่อย และ ร้านอาหารส่วนใหญ่มักมีเรือออกหาปลาเอง ไม่ก็ซื้อปลาจากคนจับปลาโดยตรง


ร้านอยู่ตรงท่าเรือ มองลงไปถ้าน้ำขึ้นก็เห็นน้ำทะเลเลย

เมนูแนะนำคงหนีไม่พ้นอาหารทะเล ที่ไปกินคราวนี้ ประกอบด้วยเมนูขึ้นชื่อ คือ ปลาทูทอดน้ำปลา ปลากะพงทอดน้ำปลา และกุ้งทอดน้ำปลา


โฉมหน้าปลาทูทอดน้ำปลา (ทั้งทอดในน้ำมัน และก็น้ำปลา ทั้งความดัน ไขมัน ฯลฯ แต่เป็นปลาให้อภัย)


หน้าตาน่ารับประทานไหม เหลืองทองกรอบอร่อย


ไฮไลต์คือปลากะพง ที่มันใหญ่เพราะปลามันตัวใหญ่จริง และเขาหั่นทะแยงให้ดูยาวขึ้น แต่มันใหญ่ขนาดคับจานเปลที่เขาไว้ใส่ข้าวผัดเลย เทียบขนาดดูได้

ที่เราชอบก็คือทอดมันปลา ซึ่งเขาปั้นมาก้อนกลม ๆ แล้วมีถั่วฝักยาวหั่นใส่ลงไปเหมือนกับทอดมันทั่วไปด้วย


จำไม่ได้ว่ากินไปกี่ลูก ให้มาเยอะมาก และอร่อยมาก


หอยแมลงภู่ งั้น ๆ รสชาติสดสะอาดเหมือนหอยแมลงภู่ร้านอื่น ๆ มาตรฐานหอยแมลงภู่ที่ศรีราชาค่อนข้างสูง เลยสูสีกับร้านอื่น


ปลาหมึกน้ำดำ อันนี้แปลก ๆ ที่เขาเอามาทอด รสชาติเลยไม่คุ้นเคย เราชอบแบบปลาหมึกสด (ต้องสดมาก ๆ) แล้วเอาไปต้มมากกว่า


อันนั้นแนะนำอย่างยิ่ง กุ้งทอดน้ำปลา ไม่เคยกินกุ้งทอดอร่อยเท่านี้มาก่อน และไม่เคยคิดว่ากุ้งเอาไปทอดแล้วอร่อยด้วย


ให้ดูขนาดกุ้งเสียก่อน เห็นแล้วตกใจ จานข้าวนี่ขนาดมาตรฐานไม่ได้หลอกด้วยการใช้จานขนมมาเปรียบเทียบแต่อย่างใด

เมนูอื่น ๆ ที่เขาแนะนำแต่ไม่ได้สั้งก็มีปลาหมึกผัดไข่เค็ม (ไม่สั่งเพราะกลัวคอเลสตอรอลกัน แต่ละคนอยู่ในวัยที่ต้องระวังทั้งนั้น แต่ที่กินไปทั้งกุ้งเอย หอยเอย คอเลสตอรอลทั้งนั้น)

ส่วนที่ไม่ได้ถ่ายรูป (ถ่ายมาก็ไม่สวยหรอก) ก็คือต้มส้มปลา เป็นต้มส้มที่รสชาติจัดจ้านและหอมมาก เผอิญมันมาอย่างสุดท้าย และมือเปรอะจากการแกะกุ้งด้วย เลยคว้าไอโฟนมาถ่ายไม่ได้

ร้านนี้คงเป็นร้านแนะนำ หากว่ามีเพื่อนหรือใครมาเยี่ยมที่ศรีราชาคงพาไปกินแน่นอน

Allegrini, Valpolicella DOC – 2010

ไวน์นี้ซื้อที่ร้านไวน์เปิดใหม่ที่ เดอะซิตี้วีว่า ร้านดูโอเค น่าจะเก็บไวน์ดี แต่ไปดูแล้วงงว่าทำไมฉลากมันถึงย่นยู่ยี่ทุกอัน พนักงานแก้ตัวว่าเนื่องจากไวน์ตอนขนส่งถูกเก็บในที่ที่เย็นมาก พอเอามาขายฉลากมันเลยย่นหมด ดูแล้วเหมือนมันเปียกน้ำมากกว่า หวังว่าไม่ได้เอาไปแช่น้ำมานะ แต่เรื่องเก็บในที่เย็นอาจจะเป็นไปได้ พอมาอยู่อุณหภูมิที่อุ่นกว่าไอน้ำเลยเกาะทำให้ฉลากเปื่อย

เล็งไปเจอวัลโปลิเชลลาของ อัลเลกรินี (Allegrini) ก็เลยนึกถึงไวน์อร่อยของยี่ห้อนี้ชื่อ La Grola ที่ไปดื่มตอนไป เที่ยวสิงคโปร์ เลยลองซื้อตัวเจเนอริกนี้มาลอง

สีแดงสม่วง ใส ๆ ตามประสาไวน์ใหม่เอี่ยม (2010 นี่แบบว่าเพิ่งย้ายจากบาร์เรลเลยทีเดียว)
กลิ่นหอมเบา เชอร์รี่สดฉ่ำ ๆ เบอร์รีอะไรไม่รู้ปนจาง ๆ ไม่โอ๊กใด ๆ
รสชาติเบา เชอร์รี่ ล้วน ๆ บางทีให้ความรู้สึกเหมือนมีแพร์ แอปเปิลปน เบาเกินไปที่จะเอามาดื่มเล่น ๆ (ยกเว้นหิวน้ำ) ไม่มีน้ำหนัก แต่รสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ เหมือนไวน์เพิ่งคั้นมาสด ๆ อาฟเตอร์เทสต์สั้นห้วน

อาหารที่ทำก็ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แล้วแอบผิดหวังเนื้อด้วย เนื้อนี่ได้มาจากที่ทำงานพ่อ (พ่อเป็นอาจารย์สอนคณะเทคโนโลยีการเกษตร เลยมีเนื้อและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแปลก ๆ มากินตลอด) ได้มาสองห่อ ห่อแรกกินไปแล้ว เป็นสันในคัตอย่างหนา ทอดแล้วฉ่ำและนุ่มลิ้นมาก อันนี้คัตอะไรไม่รู้บาง ๆ แถมหมักพริกไทยมาอีก รสชาติเหมือนร้านสเต็กไทยที่ทำสเต๊กออกมาเป็นเนื้อแดดเดียว

ไวน์นี่กินกับผักที่เราทำเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ไวน์เบา ๆ กับซอสโอลลองแดส (sauce hollandaise) ที่ตีจนคล่อง หลังจากที่ทำไข่เบเนดิกต์บ่อย ๆ กินกับถั่วแขก (haricots verts – อาริโกต์ แวรต์) และบรัสเซลส์สเปราต์ (Brussels sprouts) เราว่าง่าย ๆ แต่อร่อยสุด ๆ แล้ว

ช่วงนี้มาทำงานอยู่ศรีราชา มีครัวแต่ไม่มีอุปกรณ์ทำครัวและไม่มีเวลาทำ นาน ๆ เลยได้ทำอาหารที ก็เลยไม่ค่อยได้โพสต์ลงบล็อกเท่าไหร่

ซอสพริกศรีราชา

ช่วงนี้ย้ายสำมะโนมาอยู่ศรีราชาแล้วสังสรรค์กับญาติผู้ใหญ่บ่อย เลยได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบรรพบุรุษที่เขาเล่าต่อ ๆ กันมาให้ฟัง

เอาเรื่องซอสพริกศรีราชากันก่อนดีกว่า

แต่เริ่มเดิมทีเขาเรียกว่า น้ำพริกศรีราชา เป็นน้ำจิ้มอาหารต่าง ๆ รวมทั้งเอาไว้ใส่ในก๋วยเตี๋ยวผัด อย่างราดหน้า ผัดซีอิ๊ว

คนแรกที่ได้คิดทำน้ำพริกนี้ขึ้นมาชื่อ กิมซัว ทิมกระจ่าง เป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่ตั้งรกรากอยู่ในศรีราชา ญาติเราที่ศักดิ์เป็นป้าเรียกว่า ก๋งกิมซัว แต่ตามลำดับแล้ว เขาเป็นเหล่าก๋งของป้า เพราะเป็น ก๋งของย่าเรา

นายกิมซัวมีอาชีพค้าขาย ออกเดินเรือค้าขายอยู่ในภาคตะวันออก ตอนหนุ่ม ๆ เคยเดินทางไปค้าขายยังเขมร และได้เข้าไปทำการค้าในวังของเจ้าเขมรด้วย เห็นว่าเคยได้หม่อมในวังเจ้าเขมรองค์หนึ่งด้วย (ท่ีบ้านเขานินทาบรรพบุรุษกันอย่างนี้เลย)

สมัยนั้นทั้งเขมรและเวียดนามตกภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ในกัมพูชาจึงมีคนเวียดนามที่คนฝรั่งเศสอพยพมาอยู่เยอะ นายกิมซัวไปเห็นคนญวนเอาพริกหมักน้ำส้มสายชูมาบดละเอียดแล้วกลายเป็นน้ำพริกที่เนื้อเนียนเข้ากันดี เห็นแล้วติดใจเลยไปดูคนเวียดนามเขาทำน้ำพริกชนิดนี้ ตอนกลับมาศรีราชาก็นำกรรมวิธีการทำน้ำพริกมาดัดแปลงให้ถูกปากคนในครอบครัวที่เมืองไทย กลายเป็นอาหารประจำบ้านไป

นอกจากนี้ยังได้ดัดแปลงอาหารญวนที่น้ำเอาแผ่นแป้งก๋วยเตี๋ยวมาห่อผักชนิดต่าง ๆ แล้วมีน้ำจิ้มเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ราด กลายมาเป็น ก๋วยเตี๋ยวบก อาหารประจำครอบครัว ที่ต่อมามีคนเอามาดัดแปลงแก้ไข ไปในรูปแบบต่าง ๆ

แต่เนื่องจากศรีราชาเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ คนไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ คนส่วนใหญ่ก็จะติดใจกับน้ำพริกสูตรนายกิมซัว ทำให้มีคนมาขอไว้เพื่อเอาไปกินที่บ้าน หลังจากนั้นต่อมา ลูก ๆ หลาน ๆ ก็เห็นว่าน่าจะทำเป็นธุรกิจได้ จึงตั้งหลักทำน้ำพริกกันในเขตบริเวณบ้าน เริ่มมีการหมักน้ำพริกปริมาณมาก ๆ ในโอ่ง จากอาหารประจำบ้าน จึงกลายเป็นธุรกิจในครัวเรือน

ต่อมาก็เห็นลู่ทางการค้าขึ้นในบรรดาลูกหลาน ก็จะแบ่งเป็นสองสาย สายหนึ่งทำขายในชื่อว่า น้ำพริกศรีราชา ตราภูเขาทอง เพื่อเป็นเกียรติกับบรรพบุรุษคือ ก๋งกิมซัว (กิมซัว ภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่า ภูเขาสีทอง) และใช้ฉลากเป็นรูปภูเขาทองวัดสระเกศ ในสมัยก่อนยังไม่มีกฎหมายจดทะเบียนการค้า ทำให้เอาโบราณสถานมาเป็นตราการค้าได้ ส่วนอีกสายหนึ่ง มีญาติเราชื่อ ย่าถนอม ทิมกระจ่าง (ต้องไปสืบก่อนว่าญาติฝ่ายไหน) เอาไปทำเป็นการค้าภายใต้ชื่อ ศรีราชาพานิช


ขวดแบบใหม่ เดี๋ยวนี้หาซื้อขวดแบบเก่าที่เป็นทรงเหล้ากลมไม่ได้แล้ว

สำหรับซอสศรีราชาตราภูเขาทองนั้น ในยุคแรกที่วางขายนั้น จะบรรจุอยู่ในขวดขนาดเท่าเหล้าขวดกลม มีความเผ็ดสามระดับ และมีภาษาจีนกำกับ ต่อมา ก็ได้เริ่มเอาไปวางขายที่อเมริกา เริ่มแรกที่ซาน ฟรานซิสโกก่อน จนติดตลาดในร้านของชำและซุเปอร์มาร์เก็ตเอเชียในแคลิฟอร์เนีย จนกระทั่งมีบริษัทผลิตเครื่องปรุงเอเชียของอเมริกาได้พยายามผลิตซ้อสศรีราชาเพื่อแข่งกับสินค้านำเข้า จนปัจจุบันซ้อสยี่ห้อนั้นติดตลาด ในชื่อของ Sriracha Hot Sauce ที่มีตราไก่เป็นสัญลักษณ์

ส่วนซอสศรีราชาพานิช ถูกซื้อกิจการโดยบริษัทไทยเทพรส ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เดิมคือซีอิ๊วกับซอสปรุงรสยี่ห้อภูเขาทองอยู่แล้ว แต่ชื่อก็ยังเรียกว่าศรีราชาพานิชอยู่ แต่ตราภูเขาทองของบริษัทนี้เป็นรูปภูเขาสีทอง ไม่ใช่ภูเขาทองวัดสระเกศ

ตอนนี้ซอสศรีราชาก็มีหลากหลายยี่ห้อมากขึ้น รสชาติเพี้ยนบ้าง ปะปนกันไป แต่สำหรับคนที่อยากรู้ว่ารสชาติดั้งเดิมเป็นยังไงให้ลองหาตราภูเขาทองมากิน แต่หาค่อนข้างยากหน่อย ส่วนศรีราชาพานิชที่ขายไปนั้น ญาติที่เขาทำตราภูเขาทองบอกว่ารสชาติเพี้ยนแล้ว ส่วนยี่ห้ออื่น เราไม่เคยกิน มีความพยายามที่จะทำซอสศรีราชาเป็นสินค้าโอท็อป แต่ก็ไม่รอด เพราะคนทำไม่รู้สูตร และซอสศรีราชาไม่เคยทำเป็นโรงงานในตัวอำเภอศรีราชาเลย ตัวโรงงานที่ทำเคยมีอยู่แถววงเวียนใหญ่ (เมื่อก่อนเราไปวิ่งเล่นบ่อย ๆ) แล้วก็ย้ายไปราชบุรี (เพราะผลิตโอ่งไว้หมักพริก – อันนี้เราคิดเอง)

สุดท้าย แล้วเรามาเกี่ยวกับน้ำพริกศรีราชาได้ยังไงเหรอ นายกิมซัวมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ นางเพิ่ม นายกิมซัวนั้นให้ไปแต่งงานกับขุนจักกะพากพานิชกิจ (ต้นตระกูลจักกะพาก) ซึ่งเป็นพ่อหม้าย เนื่องจากน้องสาวนายกิมซัวซึ่งเป็นภรรยาเสียชีวิต หลังจากนั้นนางเพิ่มก็มีบุตรสามคน คนสุดท้องคือย่าเรา ย่าราตรีเป็นลูกนอกพินัยกรรม คือพี่ ๆ ได้ส่วนแบ่งไปหมดแล้ว ย่าราตรีเลยได้ทรัพย์สินที่เพิ่งหาได้หลังจากแบ่งพินัยกรรม (ซึ่งออกมาเยอะกว่าเพื่อน)


สังเกตว่าตราภูเขาทองเป็นรูปภูเขาทองวัดสระเกศ ภาษาอังกฤษเรียก Grand Mountain

ส่วนเรื่องทำน้ำพริกเป็นกิจกรรมในครัวเรือนของทางตระกูลทิมกระจ่าง แต่ย่าค่อนข้างสนิทกับแม่ (ทวดเพิ่ม) และก็ญาติฝ่ายแม่ เราก็เลยคุ้นเคยกับญาติฝั่งนู้นไปด้วย ปัจจุบันที่บ้านเราจะเรียกกันว่าน้ำพริกศรีราชา และจะบอกให้คนอื่นเรียกว่าน้ำพริกตามชื่อเดิม เราก็อนุรักษ์นิยมโดยการเรียกน้ำพริกไปด้วยเลย แต่หัวเรื่องเราเขียนว่าซอสพริกศรีราชา ซึ่งคนจะรู้จักในชื่อนี้มากกว่า จะได้ไม่งง

มันจะมีอีกหลายยี่ห้อ ซอสยี่ห้อโกศล ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ เราไม่ได้ถามญาติเลยว่าเป็นญาติกันหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่ เพราะเห็นพูดแค่สองยี่ห้อนี้เองอะ

เดี๋ยวเอาแมนูสคริปต์ไปให้ญาติตรวจทานดีกว่า เคยวางแผนเขียนลงวิกิพีเดียด้วย แต่ไม่มีเวลาเสียที

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.